เสี้ยวเวลา

กฏธรรมชาติซึ่งพระพุทธเจ้าได้ค้นพบ เพียงเปิดใจ ละอัคติ มองด้วยตา
Post Reply
น้ำชาบูด
Posts: 15
Joined: Fri May 18, 2018 7:28 am

เสี้ยวเวลา

Post by น้ำชาบูด » Tue Jun 05, 2018 1:39 pm

ไม่ว่าสิ่งใดในเอกภพ ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ที่เป็นรูปธรรม โดยปกติแล้วล้วนเป็นไปตามกาลเวลาที่เท่าเทียมกัน ทุกเสี้ยววินาทีผ่านไปอย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์เราก็เช่นเดียวกันทุกคนมีเวลาทีละวินาทีเหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า หรือประโยชน์สูงสุด ผลที่ได้ทั้งสามประการล้วนเป็นการทำหน้าที่คือเหตุของตนให้บริบูรณ์ สำหรับผู้ที่ต้องการประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพาน ขอท่านจงเป็นผู้เพ่งดูตนด้วยตา ดูอย่างไร ดูว่าตอนนี้คิดสิ่งใดอยู่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ คิดในสิ่งดีหรือชั่ว ถ้าเผลอสติลืมพิจารณา ก็ให้กลับมาดูใหม่ สะสมทีละวินาทีเหมือนน้ำที่เติมทีละหยดย่อมเต็มแก้วได้ในที่สุด แต่สำหรับผู้ปราถนาจะเป็นครูใหญ่นั้น ต้องเติมน้ำทีละหยดให้เต็มมหาสมุทรใหญ่ทั้งสี่ทิศ ที่ให้ทำนี้มิใช่ว่าต้องไปนั่งเพ่งอยู่ทั้งวันไม่ทำการงานใดๆ แต่ให้เรารู้ตัวอยู่เมื่อกำลังพูด ให้พูดในสิ่งที่ดี ไม่พูดโดยที่จิตตกไปในกิเลสมีโลภ โกรธ หลง ทำการงานอยู่ก็รู้ตัวว่ากำลังทำหน้าที่ของตน ให้หลีกเลี่ยงการงานที่ไม่เกื้อกูลต่อธรรม เมื่ออยู่ผู้เดียวให้เพ่งดูจิตไปด้วยในขณะที่ทำการงานเพราะว่าการอยู่ผู้เดียวเราจะไม่ต้องคอยส่งจิตไปที่ผู้อื่น แต่ถ้าการงานไม่เอื้อด้วยความปลอดภัยก็ให้เพ่งพิจารณาที่การงานนั้นๆ เมื่อทำจนเป็นนิสัย ไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆ สติที่เฝ้าดูจิตจะคมกล้า ตัดกิเลสคือการคิดไม่ดีออกไปได้ทันที เป็นผู้อาจหาญต่อตนไม่ย่อหย่อน


ความใดที่กล่าวแล้วผิดขอท่านแนะนำโดยธรรม เพื่อส่งเสริมธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

Tags:

Post Reply