อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว

อธิบายเนื้อความพอสังเขป
Post Reply
Quantum
Posts: 26
Joined: Wed Aug 22, 2018 12:32 pm

อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว

Post by Quantum » Sun Sep 02, 2018 5:45 pm

  
    อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต            สุสีลา โหถ ภิกฺขโว
      สุสมาหิตสงฺกปฺปา               สจิตฺตมนุรกฺขถ.
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลดีงาม
ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตของตน.
(พุทฺธ) ที. มหา ๑๐/๑๔๒.

ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย หรือความเสียหายประการต่างๆ แต่สำหรับภิษุนั้นคือประมาทในพระนิพพานมีการเว้นจากกิจของสงฆ์เช่นการศึกษาด้านปริยัติและปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อความงอกงามแห่งตนและศาสนา ธรรมดาผู้ทำหน้าที่ของตนย่อมเป็นที่สรรเสริญของผู้อื่นถึงสิ้นชีพในหน้าที่แม้เหล่าเทพเทวาก็มิอาจดูหมิ่น ภิกษุไม่เป็นผู้ประมาทจึงรวมความได้ว่าทำกิจของตนให้ถึงพร้อมด้วยการแสวงหาโมกขธรรมเครื่องหลุดพ้น แล้วนำธรรมนั้นที่ได้แล้วมาบอกต่อแก่สหธรรมิกด้วยเมตตาธรรม แม้นถ้าไม่สำเร็จก็ยังเป็นแนวทางว่าการปฏิบัติมีทางเป็นได้จริงสมดังที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนไว้แล้ว เป็นผู้มีสติในกาลทุกเมื่อมิใช่สักว่านั่งภาวนาบริกรรมอย่างเคร่งเครียดแต่พอพักหยุดแล้วกลับปล่อยจิตปล่อยใจของตนให้ไหลไปตามกระแสกิเลส อย่างนี้ใช้ไม่ได้เพราะสิ่งที่สั่งสมมากลับต้องสูญเปล่าไม่ต่อเนื่องเหมือนตุ่มที่รั่วไม่ว่าจะตักน้ำใส่เข้าไปเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม แต่การมีสติก็คือสำรวมอินทรีย์ทั้งมวล ระวังในผัสสะภายนอกที่เข้ามากระทบ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จงรักษาใจมิให้เอนเอียงไปตาม เพราะธรรมดาใจนั้นเป็นหนึ่งเมื่อรักษาใจได้แล้ว อย่างอื่นก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร แต่การพูดกับปฏิบัตินั้นราวฟ้ากับเหวเพราะความยากนั้นเองเราจึงต้องมีการปฏิบัติเพื่อสั่งสมสติ ต่อเมื่อพักผ่อนก็พึงรักษาไว้ไม่ให้ฟุ้งซ่านจนเกินไปรอเวลาปฏิบัติรอบใหม่อย่างนี้ถึงเรียกว่าโอ่งไม่รั่ว หรือเป็นแต่เพียงซึมน้ำพร่องลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นผู้มีศีลดีงาม ศีลของโยมมี ๕ - ๑๐ ข้อซึ่งปฏิบัติได้ไม่เบียดเบียนตนเองจนเกินไป แต่สำหรับพระภิกษุนั้นมี ๒๒๗ ข้อและ ๓๑๑ ข้อของภิกษุณีแต่รวมความแล้วคือสามารถจัดเข้าในศีล ๕ นั่นเองเพียงแต่มีรายละเอียดยิบย่อยมากมายทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นระเบียบและยังศรัทธาให้งอกงามรวมถึงเอื้อต่อการปฏิบัติได้โดยง่าย แต่ที่ยุ่งๆ กันเพราะไม่สำรวมรักษาข้อปฏิบัติ งดข้อห้าม เป็นผู้ว่ายากกระทำสิ่งต่างๆ ตามความคิดของตนที่เต็มไปด้วยความโสมม แม้เมื่อมีผู้ตักเตือนด้วยหวังดีกลับประทุษร้ายต่อท่านต่างๆ นาๆ ธรรมดาผู้มีปัญญาไม่พูดหรือกล่าวอะไรมากความถ้าพูดแล้วผู้นั้นไม่เชื่อฟังหรือให้ความสนใจก็มักจะเงียบเสียเพราะมีอุเบกขาเป็นที่ตั้ง วางเฉยให้รู้ด้วยตนเองซึ่งอาจสายไปเสียส่วนมาก ไม่อาจถอดถอนตนได้แล้วต้องเสียเวลารับทุกข์ในอบายซะส่วนมาก และกว่าจะหมดสิ้นเศษเสี้ยวเวรกรรมก็อาจใช้เวลาอีกนับประมาณไม่ได้ เป็นผู้มีความดำริชอบคือความคิดในการออกจากภพอันเต็มไปด้วยทุกข์ใหญ่ เพราะว่าตลอดทั้งชีวิตนี้ในแต่ละวันที่ผ่านพ้น หาความสุขได้น้อยเต็มที ทั้งความหิว ความเหนื่อยล้าทางกายและใจเบียดเบียน จะมีบ้างก็คือช่วงหลับพักผ่อนในระยะสั้นๆ ที่พอมีสุขประปรายและด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งสามประการนี้ทั้งหมดล้วนต้องรักษาที่ใจเป็นเบื้องตน รักษาอย่างไร ใจนี้เรียกอีกอย่างว่าจิตก็ได้ เราพึงรักษาโดยประการที่รับรู้ว่ามีความคิดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่ต้องเข้าไปติดตามความคิดนั้นคือสักแต่ว่ารู้แล้วปล่อยวาง เพราะปกติจิตนี้รับรู้ผัสสะจากภายนอกตลอดเวลาแล้วส่งกลับมาในรูปของอารมณ์ต่างๆ ว่าชอบหรือไม่เท่านั้น

ภิกษุเป็นผู้ไม่ประมาทในพระนิพพานเร่งศึกษากิจในศาสนานี้ซึ่งมีสองอย่างคือปริยัติและปฏิบัติ เป็นผู้มีสติไม่ส่งไปตามอารมณ์ที่น่าชอบใจจนเป็นเหตุก่อเวรซึ่งขัดต่อธรรม เพียรรักษาศีลให้หมดจดด้วยว่าเมื่อศีลหมดจดความเดือดร้อน ความกลัดกลุ้มย่อมเกิดขึ้นได้อยาก ส่งเสริมต่อการปฏิบัติให้ก้าวหน้าได้รวดเร็ว ความดำริที่ประเสริฐสุดคือการแสวงหาหนทางเพื่อออกจากภพซึ่งพระบรมศาสดาได้ตรัสสั่งสอนไว้เป็นแนวทางที่สั้นและกระชับที่สุด ไม่มีปิดบังบอกหมดเพียงแค่นำมาประพฤติตามเท่านั้น การรักษาใจในที่นี้คือรักษาไว้มิให้คล้อยตามกระแสอารมณ์ที่ผลัดเปลี่ยนไปมา รักษาโดยการรับรู้แล้วปล่อยวางทันทีนั่นเอง
Attachments
ดอกไม้งามก็เปรียบดุจศีลไม่ได้.jpeg
ดอกไม้งามก็เปรียบดุจศีลไม่ได้.jpeg (42.78 KiB) Viewed 6 times
ดอกไม้งามก็เปรียบดุจศีลไม่ได้.jpeg
ดอกไม้งามก็เปรียบดุจศีลไม่ได้.jpeg (42.78 KiB) Viewed 6 times


กรรมใดที่เป็นบุญขอสรรพสัตว์จงมีส่วน สิ่งใดเป็นบาปขอท่านจงมองให้เป็นครู

Post Reply