อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุกฺขถ

อธิบายเนื้อความพอสังเขป
Post Reply
Quantum
Posts: 26
Joined: Wed Aug 22, 2018 12:32 pm

อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุกฺขถ

Post by Quantum » Mon Sep 10, 2018 2:50 am

      อปฺปมาทรตา โหถ              สจิตฺตมนุกฺขถ
      ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ            ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร.
ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิต
ของตน, จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น.
    (พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๕๘.

ชื่อว่าความประมาทมีการระลึกในสิ่งที่ไม่ควรเช่นคิดว่าชีวิตนี้สุขนัก สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ มีวัยที่งดงามและชาติภพเป็นต้น แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คงอยู่ไม่นาน ด้วยว่าทรัพย์ถ้าไม่ดูแลรักษาย่อมเสียหาย ถูกลักไปหรือหมดไป ต้องเดือดร้อนในการแสวงหาถ่ายเดียว หาเวลาสุขสบายใช้สอยไม่ได้เลยหรือที่มักได้ยินกันว่าจนเพราะไม่พอ มิใช่จนเพราะไม่มี อีกประการหนึ่งวัยอันงดงามนี้จะคงอยู่ด้วยกับเราเพียงไม่กี่ปีก็โรยรา กลายเป็นภาระที่ต้องดูแลประคับประคอง ซ้ำยังเป็นทุกข์เมื่อไม่ได้ดังใจหมาย เพราะมันมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลงตลอดเวลา ประการที่สามชาติภพคือการเกิดในอัตภาพนี้ๆ อย่าคิดว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีผู้ใดคอยวางกรอบบังคับบัญชาสมรภูมิที่บาปและบุญต่างแข่งขันกันให้ผลอันหอมหวานหรือเผ็ดร้อนถ้าไม่เร่งสั่งสมบุญจวบจนมันหมดไป ย่อมหวังความเสื่อมเป็นเบื้องหน้าเท่านั้น ด้วยเหตุที่กล่าวมาพอสังเขปในเบื้องต้น ปราชญ์ผู้ทรงภูมิจึงควรเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท สั่งสมบุญ บุญในศาสนานี้มีทาน ศีล ภาวนา ซึ่งทั้งหมดไม่มีข้อใหนเลยที่มีบุคคลอื่นกำหนดให้มีเพียงเราเองเท่านั้นที่ทำด้วยตนเพื่อบรรลุด้วยตน บุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือภาวนาอันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา กล่าวคือการเพียรรักษาจิต รักษาในที่นี้มิใช่การบังคับแต่เป็นไปในทางที่บุคคลพึงตามรู้แล้ววาง เช่นเมื่อตากระทบกับรูปเข้าเทียบเคียงสัญญาหมายรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ส่งต่อเข้าไปยังจิตแล้วตอบสนองมาว่าชอบ ไม่ชอบหรือเฉยๆ เป็นเหตุก่อกิเลสเพราะมักชักจูงเราให้แสวงหาสิ่งที่ชอบโดยไม่คำนึงถึงธรรม ดังนั้นการรักษาจิตในที่นี้คือเพียรกำหนดว่าเห็น อันเป็นการตัดความนึกคิดที่จะก่อกิเลส แม้เมื่อรำคาญ เหนื่อยหน่าย ฟุ้งซ่าน ก็กำหนดเช่นนั้นเพราะวิปัสนามิใช่การนั่งดิ่งลงสู่สมาธิไม่รับรู้สิ่งใด แต่ก็ต้องใช้สมาธิเป็นตัวคุมสติด้วยเช่นกัน คือดุจสันมีดและคมมีดที่ไม่อาจแยกกันได้ ที่ทำมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อกำจัดอาสวะกิเลสอันนำไปสู่ความหลุดพ้น เหมือนช้างมีกำลังดึงตนเองออกจากหหล่ม ช้างคือตัวเรา กำลังคือบารมีจากการปฏิบัติ และหล่มคือสังสารวัฏซึ่งเต็มไปด้วยความไม่สบายทั้งกายใจ ธรรมดาผู้ที่กำลังจมลงสู่บ่อโคลนย่อมพยายามทำทุกประการเพื่อพ้นจากสภาวะนั้น แต่เพราะโมหะบดบัง ราคะฉุดรั้ง โทสะบั่นทอน จนมิอาจเห็นภัย กลับชอบใจเต็มใจจมลงเรื่อยไป

ชื่อว่าความประมาท เป็นประตูใหญ่สู่ความเสื่อมทั้งหลาย แม้พุทธดำรัสสุดท้ายก่อนปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จบลงด้วยความไม่ประมาท แท้จริงธรรมทั้งหลายรวม 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็รวมความได้ในความไม่ประมาทนี้เอง เพราะเหตุนั้นบัณฑิตผู้มีปัญญาพึงไม่ประมาทในประการทั้งปวงระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้น้อยนักเพียรขวนขวายสั่งสมบารมีเพื่อออกจากสังสารวัฏอันเปรียนดุจหล่มที่เต็มไปด้วยเหตุก่อทุกข์ด้วยการรักษาจิต มิให้คิดในสิ่งไม่ดีหรือเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งอารมณ์ต่ำทราม สิ่งเหล่านี้เริ่มที่จิต ย่อมระงับขาดได้ด้วยจิตฉันนั้น
Attachments
ชาติภพลำบากนัก.jpeg
ชาติภพลำบากนัก.jpeg (125.23 KiB) Viewed 11 times
ชาติภพลำบากนัก.jpeg
ชาติภพลำบากนัก.jpeg (125.23 KiB) Viewed 11 times


กรรมใดที่เป็นบุญขอสรรพสัตว์จงมีส่วน สิ่งใดเป็นบาปขอท่านจงมองให้เป็นครู

Post Reply